เกาะในไทยมีสวยๆอยู่เยอะมากครับ แต่เกาะไหนบ้างที่เหมาะกับการพักผ่อนที่สุด ที่มีน้ำใส เกาะสวย คนหน้าตาดี และมีที่พักราคาประหยัด
5 เกาะที่ดีที่สุดสำหรับการพักผ่อน
1.เกาะหลีเป๊ะ (จังหวัดสตูล)
ไฮไลต์
- ทะเลใสจนเห็นพื้นทราย
- ชายหาดเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อน
- ดำน้ำตื้นและลึกสวยมาก โดยเฉพาะบริเวณร่องน้ำจาบัง
เหมาะกับ: คู่รัก, คนชอบความเงียบสงบ, ถ่ายรูปสวย ๆ
2.เกาะสมุย (จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
ไฮไลต์
- ที่พักระดับหรูเยอะ (ทั้งรีสอร์ทและพูลวิลล่า)
- หาดเฉวง หาดละไม เป็นจุดยอดนิยม
- มีกิจกรรมครบ ทั้งสปา ดำน้ำ ร้านอาหารระดับโลก
เหมาะกับ: นักท่องเที่ยวสายสบาย-หรู, ครอบครัว, คู่ฮันนีมูน
3.เกาะพะงัน (สุราษฎร์ธานี)
ไฮไลต์
- นอกจาก Full Moon Party ที่โด่งดัง ยังมีหาดสงบอย่าง “หาดยาว”
- บรรยากาศผ่อนคลาย มีคาเฟ่และโยคะรีทรีตหลายแห่ง
- ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และราคาที่พักหลากหลาย
เหมาะกับ: นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ, สายโยคะ, แบ็กแพ็กเกอร์
4.เกาะเสม็ด (จังหวัดระยอง)
ไฮไลต์
- เดินทางง่ายจากกรุงเทพฯ (ใช้เวลาเพียง 3-4 ชม.)
- มีทั้งหาดเงียบ (หาดทรายแก้ว, อ่าวพร้าว) และหาดครึกครื้น
- กิจกรรมทางน้ำครบ เช่น เจ็ตสกี, บานาน่าโบ๊ท
เหมาะกับ: คนมีเวลาน้อย, นักท่องเที่ยวสายชิลล์, กลุ่มเพื่อน
5.เกาะช้าง (จังหวัดตราด)
ไฮไลต์
- เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่มีทั้งทะเล ภูเขา และน้ำตก
- ขับรถเที่ยวรอบเกาะได้ มีร้านอาหาร & คาเฟ่เยอะ
- หาดทรายขาวและคลองพร้าว เหมาะแก่การพักผ่อนเงียบ ๆ
เหมาะกับ: ครอบครัว, นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ, คนไม่อยากนั่งเรือนาน
สรุป
เกาะ | เหมาะกับใคร | จุดเด่น |
หลีเป๊ะ | คู่รัก, คนรักทะเลใส | เงียบสงบ น้ำใสเวอร์ |
สมุย | คนชอบหรู, ครอบครัว | รีสอร์ทหรู กิจกรรมครบ |
พะงัน | แบ็กแพ็กเกอร์, โยคะ | บาลานซ์ระหว่างปาร์ตี้และสงบ |
เสม็ด | คนมีเวลาน้อย | เดินทางสะดวก บรรยากาศดี |
เกาะช้าง | ครอบครัว, สายสำรวจ | ธรรมชาติเยอะ เที่ยวรอบเกาะได้ |
5 เกาะนี้รับประกันความสวย ไม่ต้องไปสุ่มหาเหมือนสุ่มหวยไวให้เปลืองเงินเล่น ไป 1 ใน 5 เกาะนี้บอกเลยว่า คุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอนครับ
เก็บเงินเที่ยว เป้าหมายการทำงานของใครหลายคนครับ เพราะชีวิตมันสั้น ถ้าไม่เที่ยวตอนมีแรงจะไปเที่ยวตอนแรงใกล้หมดก็ไม่สนุกเหมือนเดิมแล้ว แต่ถ้าถามว่า แล้วมีเงินพอไหม? = ยังไม่พอแน่นอน
เพราะฉะนั้นทริคเก็บเงินต้องเข้าครับ ทำงานไปด้วยเก็บเงินไปด้วย เอาไว้เที่ยวต่างประเทศปีละ 2 ครั้งเป็นการเติมเต็มประสบการณ์และทิ้งความเหนื่อยล้าทิ้งไปแบบมีเป้าหมาย ไปลุยครับ
อันดับแรก : กำหนดงบประมาณต่อทริป (รายปี)
ลองกำหนดคร่าวๆ ว่าแต่ละทริปใช้เงินประมาณเท่าไหร่ เช่น
- ทริปใกล้ๆ (ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์): 30,000 – 50,000 บาท
- ทริปไกล (ยุโรป, อเมริกา): 60,000 – 100,000+ บาท
ถ้าเป้าคือเที่ยว ปีละ 2 ครั้ง, สมมุติรวมแล้วใช้ 100,000 บาท/ปี วางแพลนไว้เลยว่า ปีนี้จะไปเที่ยวประเทศไหนบ้างและต้องใช้งบเท่าไหร่ จะได้เตรียมตัวเก็บเงินได้ถูกครับ
จากนั้น : คำนวนยอดเงินที่ต้องเก็บต่อเดือน
ถ้าเที่ยวปีละ 2 ครั้ง ใช้เงินรวม 100,000 บาทต่อปี:
- ต้องเก็บเดือนละ 100,000 ÷ 12 ≈ 8,400 บาท
แต่ปัญหา คือ มีเงินเหลือไม่ถึง 8,400 นี่แหละครับ เรื่องใหญ่เลย = แก้ได้ด้วยการหารายได้เสริม ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นระยะสั้น วาดรูปขาย รับสอนพิเศษ เล่นหวยไว หรือเอาเนื้องานของงานประจำไปรับจ้างเป็นฟรีแลนซ์ เลือกได้เลยตามที่เหมาะสมครับ
อย่างผมก็เล่นหวยไวหากำไรวันละ 250 บาท เก็บ 1 เดือนบวกเงินเดือนอีก 2,000 ก็ได้งบที่ต้องการแล้ว
อันดับต่อมา : ใช้บัญชีแยกเก็บเงิน และ ลดค่าใช้จ่าย
- เปิดบัญชีแยกต่างหากสำหรับ “เงินท่องเที่ยว”
- โอนเงินเข้าทุกเดือนเหมือนจ่ายค่าบิล เช่น ตั้งอัตโนมัติไว้เลย
- ตัด/ลดค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าอาหารฟุ่มเฟือย, Subscription ที่ไม่ใช้, ช้อปปิ้งออนไลน์
- สมมุติลดได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็ช่วยเก็บได้ไวขึ้น
สุดท้าย : เลือกทริปอย่างคุ้มค่า
- จองตั๋วล่วงหน้า ช่วงโปรโมชั่น (ใช้ Skyscanner หรือ Hopper ช่วยดู)
- เที่ยวช่วง Low Season ค่าใช้จ่ายถูกลง
- ใช้ AirBnB หรือ Hostel แทนโรงแรมแพง
- ใช้บัตรเครดิตสะสมไมล์หรือแต้ม
เมื่อเงินพร้อมก็อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยเกินไป เพราะกว่าจะหามาได้เรียกว่าเหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก กับการเที่ยวต่างประเทศปีละ 2 ครั้ง เรียกว่าค่อนข้างเยอะเลยครับ แต่ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงแน่นอน
และการเก็บเงินเที่ยวจะไม่ยากเลย ถ้าเราสามารถหารายได้เสริมได้พอๆกับงานประจำ หรือมากกว่า แต่คนส่วนมากมักจะเหนื่อยจากงานประจำ หรือขี้เกียจอยากพัก ตัวเลือกการหาเงินเสริมก็อาจจะตกไปอยู่ที่ หวยไว หรือ หุ้น ซะมากกว่าครับ
อีกทางเลือกสุดท้าย คือ ลดการเที่ยวจากปีละ 2 ครั้งเหลือ 1 ครั้ง หรือ 2 ปีครั้ง ก็จะช่วยให้ไม่ต้องเหนื่อยมาก แต่ก็ต้องแลกกันกับการไม่ไปเที่ยวเลยใน 1-2 ปีครับ
ใครอยากเล่นหวยไว แนะนำที่ Global Lotto นะครับ มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีคณะกรรมการการพนันประเทศอังกฤษรับรอง การันตีด้วยมาตรฐานระดับโลกครับ
การเดินทางท่องเที่ยวประเทศจีนในปี 2025 จะง่ายขึ้นสำหรับนักเดินทางชาวไทย ด้วยนโยบายฟรีวีซ่า ที่ทำให้สามารถสำรวจแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจในแต่ละ ฤดูกาล ได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวที่มีหิมะขาวโพลน ฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้บานสะพรั่ง ฤดูร้อนที่เขียวชอุ่ม หรือฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีงดงาม ลองสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นในแต่ละฤดูกาลกันเลย
ฤดูหนาว (พฤศจิกายน - มีนาคม)
กรุงปักกิ่ง (Beijing)
กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงแห่งประเทศจีน เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในฤดูหนาว ด้วยอุณหภูมิที่เย็นสบายและนักท่องเที่ยวที่ไม่พลุกพล่าน คุณสามารถสัมผัสความสงบของเมืองเก่าภายใต้หิมะที่ปกคลุมอย่างงดงาม แหล่งมรดกโลกถึง 6 แห่ง เช่น
พระราชวังต้องห้าม ซึ่งในฤดูหนาวจะถูกปกคลุมด้วยหิมะขาว ให้บรรยากาศที่สงบและสวยงาม
กำแพงเมืองจีน ที่ทอดยาวไปบนภูเขาหิมะราวกับหลังมังกรที่หลับใหล โดยจุดชมวิวที่แนะนำคือด่านปาต๋าหลิงและมู่เถียนอวี้
หากคุณชื่นชอบกีฬาฤดูหนาว ปักกิ่งมีรีสอร์ทสกีชั้นนำ เช่น สกีรีสอร์ทหนานซาน และ ฮ่วยเป่ย หรือจะลองเล่นสเก็ตน้ำแข็งที่ทะเลสาบชิชาไห่ ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์
นอกจากนี้ เทศกาลน้ำแข็งและโคมไฟหลงชิงที่จัดขึ้นกลางเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด
เฉิงตู (Chengdu)
เมืองเฉิงตู เมืองหลวงแห่งมณฑลเสฉวน โดดเด่นด้วยธรรมชาติที่งดงามและสงบสุขในฤดูหนาว อุทยานแห่งชาติที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมคือ
จิวจ่ายโกว และ หวงหลง ซึ่งในฤดูหนาวจะเต็มไปด้วยธารน้ำแข็งและทิวทัศน์ที่ปกคลุมด้วยหิมะ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์หมีแพนด้าในเฉิงตูยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมร่วมกิจกรรมดูแลหมีแพนด้า นอกจากนี้อย่าลืมลิ้มลอง หม้อไฟเสฉวน รสเผ็ดร้อน ที่ถือเป็นอาหารประจำฤดูหนาว
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม)
ลั่วหยาง (Luoyang)
ลั่วหยาง เมืองหลวงเก่าแก่ของจีน เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น
ถ้ำหลงเหมิน ที่แกะสลักพระพุทธรูปมากกว่า 11,000 รูป
วัดเส้าหลิน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวิทยายุทธจีนโบราณ ฤดูใบไม้ผลิยังเป็นช่วงที่ เทศกาลดอกโบตั๋น ซึ่งจัดขึ้นในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม กำลังคึกคัก นักท่องเที่ยวสามารถชมดอกไม้ที่บานสะพรั่งได้ในสวนหวังเฉิง หรือสวนดอกไม้แห่งชาติจีน
ลี่เจียง (Lijiang)
เมืองลี่เจียงในมณฑลยูนนาน โดดเด่นด้วยเมืองเก่าที่เป็นมรดกโลก เมืองเก่าลี่เจียง เต็มไปด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแบบโบราณและลำคลองที่ขนานนามว่า “เวนิสแห่งตะวันออก” ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวที่งดงามของ สระมังกรดำ และทะเลสาบไป๋สุ่ยเหอ ซึ่งมีน้ำสีฟ้าสดใสสะท้อนกับหิมะบนเทือกเขามังกรหยก
ฤดูร้อน (พฤษภาคม - สิงหาคม)
จางเจียเจี้ย (Zhangjiajie)
จางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเดินทางในฤดูร้อน ด้วยอากาศเย็นสบายและภูมิทัศน์ที่เขียวขจี อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย หรือ อู๋หลิงหยวน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยยอดเขาหินทรายกว่า 3,000 ยอด และสะพานแก้วที่น่าตื่นเต้น คุณยังสามารถขึ้น ลิฟต์แก้วไป่หลง เพื่อชมวิวของยอดเขาเทียนจื่อซานได้อีกด้วย
กุ้ยหลิน (Guilin)
กุ้ยหลินในมณฑลกวางสี ขึ้นชื่อในเรื่องความงามของภูเขาและสายน้ำ โดย แม่น้ำหลีเจียง ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เส้นทางล่องเรือจะพาคุณผ่านทิวทัศน์ภูเขาหินปูนที่สวยงามตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวยังสามารถชม นาขั้นบันไดหลงเซิง ที่เขียวชอุ่ม ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นมรดกทางการเกษตรของโลก
ฤดูใบไม้ร่วง (สิงหาคม - พฤศจิกายน)
หางโจว (Hangzhou)
เมืองหางโจวในมณฑลเจ้อเจียง โดดเด่นด้วย ทะเลสาบซีหู ซึ่งเป็นจุดชมพระจันทร์ที่งดงามที่สุดในโลก ฤดูใบไม้ร่วงยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนพฤกษชาติหางโจว นอกจากนี้ อย่าลืมแวะชมไร่ชาหลงจิ่ง ซึ่งผลิตชาเขียวชั้นเลิศของจีน
ฉงชิ่ง (Chongqing)
มหานครฉงชิ่งเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น อู่หลงคาสต์ ซึ่งเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่และเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และ ห้างหงหยาต้ง ศูนย์รวมความบันเทิงในสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ นอกจากนี้ หมู่บ้านโบราณฉือชี่โข่ว ยังเหมาะสำหรับการเดินเล่นและสัมผัสบรรยากาศจีนโบราณ
สรุป
การเดินทาง ท่องเที่ยวจีน ในปี 2025 เป็นโอกาสที่ดีในการสัมผัสความหลากหลายของธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของประเทศจีน การวางแผนท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับ ฤดูกาล จะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน จีนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจเสมอ